บทความยอดนิยม

กระทู้ล่าสุด

เข้าระบบ สมาชิก






ลืมรหัสผ่าน?

ผู้ใช้งานขณะนี้

ขณะนี้มี 6 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิก ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม: 37016493
ย้อนรอยสุดยอดปรมาจารย์ หลังกึ่งพุทธกาล
หน้าแรก
สุดยอดวัตถุอาถรรพณ์ที่หลวงปู่ทิม มักกล่าวถึง..เสือกรามช้างน้ำ มีที่มาอย่างไร? PDF พิมพ์
เขียนโดย ชินพร สุขสถิตย์   
เสาร์, 01 ธันวาคม 2007

เสือกรามช้างน้ำ หลวงปู่ทิม            คืนหนึ่งเกือบ ๒ ยาม เสียงกริ่งโทรศัพท์ที่บ้านผมดังขึ้น ในใจนึกคงจะมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น จึงโทรศัพท์มาดึกๆ ดื่นๆ ผู้โทรศัพท์ถามผมว่า พี่นอนหรือยัง? ผมบอกว่าผมนอนดึก ผู้โทรจึงบอกว่าต้องขอโทษพี่เป็นอย่างมากที่โทรมารบกวนตอนดึกเพราะมีเรื่องใคร่รู้และอยากรู้จริงๆ ท่านบอกว่าท่านชื่อ พล.ต.ต.ปรัชญา นันทวาสี เป็นรองผู้บังคับการปราบปรามยาเสพติด ท่านกับผมรู้จักกันมาก่อน เพราะท่านนายพลผู้นี้นับถือและใช้พระหลวงปู่ทิม มีพระชัยวัฒน์ทองคำติดตัวอยู่เป็นประจำอยู่องค์หนึ่งและพระขุนแผนบล๊อกแรกจริงๆ ของหลวงปู่ทิมฝังตะกรุดสาริกาที่ทำจากอลูมิเนียม เซียนพระเครื่องหลวงปู่ทิม ดูแล้วบอกว่าเก๊ แต่ผมบอกว่าแท้แน่นอน ท่านบอกผมว่าคนให้เป็นนายช่างคุมงานสร้างทาง สายบ้านค่าย-ปลวกแดง-ระยอง ให้มาฟรีๆ เพราะผมช่วยหลานชายแกไว้ และผู้ให้บอกว่าลุงรับมาจากมือหลวงปู่ทิมเมื่อ ปลายปี ๒๕๑๗
            ท่านนายพล บอกผมถึงสาเหตุที่ต้องโทรมารบกวนเวลา ดึกๆว่า อดใจไม่ไหวอยากรู้ว่า ผมสร้างเสือหลวงปู่ธรรมรังษี หรือเปล่า? ผมตอบแกว่าใช่ครับ ท่านเล่าให้ผมฟังว่า จ่าพายัพลูกน้องท่านถูกยิง ๔ นัด ปืนขัดลำกล้องทั้งหมด ในคอแขวนเสือห้อยเชือกร่มอยู่ตัวเดียว และก็ไม่รู้ว่า เป็นเสือของหลวงพ่อองค์ใด เมื่อถูกยิง และคนร้ายถูกวิสามัญตายแล้ว จึงไปถาม ผู้ให้ ผู้ให้บอกว่าเป็นเสือหลวงปู่ธรรมรังษี คุณชินพรคนกรุงเทพฯ เป็นผู้สร้าง ท่านจึงโทรมาถามความเป็นมาของ เรื่องนี้จากผม ผมก็เล่าให้ท่านฟัง ท่านซักไซร้ผมว่ามีอะไรของหลวงปู่ทิม ผสมลงไปหรือเปล่า ผมบอกว่า นอกจากผสมผงพรายกุมารแล้วยังผสมน้ำมันเสือ และเศษผงกรามช้างน้ำของหลวงปู่ทิมลงไปด้วย ท่านนายพลขอให้ผมหาเสือรุ่นนี้ให้ด้วย มีเท่าไหร่รับหมด ผมหาให้ท่านไปหลายตัวๆ ละ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท (เมื่อปี ๒๕๔๕) ท่านบอกว่าถึงจะแพงไปบ้างแต่ก็คุ้มค่ากับชีวิต ที่ต้องเสี่ยงอยู่ทุกวัน ท่านถามผมเรื่อง ความเป็นมาขอกรามช้างน้ำ 

          เมื่อ ๓๒ ปีที่แล้วก่อนหลวงปู่ทิมมรณภาพไม่นาน ท่านได้เครื่องรางชนิดหนึ่งมา ท่านเรียกว่า กรามช้างน้ำ
            เสือกรามช้างน้ำ เป็นเสือที่แกะ มาจากวัถตุที่เป็นอวัยวะของสัตว์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นรูพรุน หลวงปู่ทิมท่านเรียกว่า กรามช้างน้ำ
            แรกทีเดียวผมและเพื่อนๆ เข้าใจ ว่าหลวงปู่ทิมไปเอากรามฮิปโปโปเตมัส มาแกะเป็นเสือ เพราะพวกเราเชื่อว่า ช้างน้ำ หรือ ฮิปโปโปเตมัส นั้นเป็นสัตว์ ชนิดเดียวกัน และหลวงปู่ทิมท่านก็ไม่ได้ อธิบายว่า ช้างน้ำนั้นคืออะไร? แต่หลายๆ คนบอกว่า เสือกรามช้างน้ำ ของหลวงปู่ทิมไม่ได้นำมาจาก อวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของฮิปโป....แต่ท่านนำมาจากกรามช้างน้ำที่ เป็นสัตว์ในเทพนิยายและมีนิวาสสถาน อยู่ที่ป่าหิมพานต์
            หลวงปู่ทิมท่านได้กรามช้างน้ำ มาอย่างไร ใครนำมาให้ไม่มีใครรู้ เพราะหลวงปู่ทิมท่านเป็นพระที่ไม่ค่อยพูด จึงไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องอะไรจากท่านมากนัก ถ้ามีใครถามท่านคำหนึ่ง ท่านก็จะตอบคำหนึ่ง ใครที่เข้าไปหาท่านแล้วไม่ถาม ไม่พูดนั่งเฉยๆ หลวงปู่ทิมท่านก็จะนั่งเฉยๆเหมือนกัน กรามช้างน้ำนี้ได้มาจากใคร ได้มาจากที่ไหนจึงเป็นความลับ

หลวงปู่ทิม อิสริโก
หลวงปู่ทิม อิสริโก
หลวงปู่ธรรมรังษี จันทสุวัณโณ
หลวงปู่ธรรมรังษี จันทสุวัณโณ

 

            กรามช้างน้ำที่หลวงปู่ทิมได้มา เป็นแท่งกว้างประมาณ ๕ นิ้ว ยาว ๘ นิ้ว หนาประมาณ ๒-๓ นิ้ว เป็นสีน้ำตาลออก ขาว ลักษณะทั่วไปคล้ายกระดูกสัตว์ แต่มีรูพรุนคล้ายฟองน้ำ จะแข็งกว่าฟองน้ำ ไม่ยืดหยุ่นเหมือนฟองน้ำ
            หลวงปู่ทิมท่านบอกว่าเอาติดตัวไว้ กันยาเบื่อยาเมา ป้องกันคุณไสย และการกระทำย่ำยี
            ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงปู่ ก็ใช้เลื่อยตัดเหล็กตัดแบ่งกัน ถ้าใครมีฝีมือท่านบอกให้แกะเป็นเสือแล้ว นำมาให้ท่านจะปลุกเสกให้อีกครั้ง
            เคยถามท่านว่า เมื่อแกะเป็นเสือ ใช้ทางไหนได้อีก หลวงปู่ทิมท่านบอกว่า นอกจากจะป้องกันคุณไสยแก้ยาสั่งยาเบื่อ ยาเมาเหมือนเบี้ยแก้แล้ว ยังเป็นมหาอำนาจคงกระพันอีกด้วย เพราะช้างน้ำเป็นสัตว์ที่มีฤทธิ์อำนาจมาก
             นายสาย แก้วสว่าง ได้นำเอากรามช้างน้ำมาแกะเป็นเสือได้จำนวนไม่มากนัก ประมาณไม่เกิน ๑๐๐ ตัว เมื่อหลวงปู่ทิม มรณภาพแล้วได้พบกรามช้างน้ำเหลือ อยู่ในกุฏิท่านอีกแท่งหนึ่ง ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด หลวงปู่เคยได้ยินหลวงปู่ทิมพูดถึงอานุภาพของกรามช้างน้ำจึงได้แบ่งกันไป
            ผมเคยได้เสือที่แกะจากกราม ช้างน้ำมา ๕ ตัว และได้มอบเสือกรามช้างน้ำดังกล่าวให้กับผู้ที่บริจาคเงินเข้า มูลนิธิหลวงปู่ทิมไปตัวหนึ่ง และอีกไม่นานท่านผู้นั้นก็โทรศัพท์มาเล่าถึงอภินิหารของเสือกรามช้างน้ำตัวนั้นให้ผมฟังว่า เสือที่ผมส่งไปให้มันกินเนื้องอกที่เรียกว่า “ซีส” ได้

เสือกรามช้างน้ำ หลวงปู่ทิม
เสือกรามช้างน้ำ (พิมพ์เสือหมอบต้องมีลักษณะเดียวกันหมดและมีเพียง ๔ ตัว เข้าใจว่าเป็นจ่าฝูงคุมเสือกรามช้างน้ำตัวเล็กอื่นๆ)
เสือกรามช้างน้ำ หลวงปู่ทิม
ด้านหลัง เสือกรามช้างน้ำที่หลวงปู่ทิมเสก ผู้ที่มีบูชาต่างพบประสบการณ์เหลือเชื่อ


            สมัยที่หลวงปู่ทิมท่านยังมีชีวิตอยู่ เคยเอาไม้แกะและเสือจากกรามช้างน้ำออกมา วางให้บูชาที่ตู้บูชาวัตถุมงคลเหมือนกัน แต่ไม่มีใครสนใจเพราะนอกจากจะไม่สวยแล้ว หลายๆ คนก็ยังไม่แน่ใจว่าหลวงปู่ทิมท่านจะเก่งจริงหรือเปล่า?

            จนกระทั่งกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริง เสือกรามช้างน้ำก็ตกอยู่ กับบรรดาลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดหมดแล้ว แต่ กรามช้างน้ำที่หลวงปู่ท่านได้มาอย่างไร นั้นยังคงเหลืออยู่ที่วัดละหารไร่อีก ๑ แท่ง ได้ทราบข่าวมาว่า ท่านเจ้าอาวาส วัดละหารไร่ รูปปัจจุบันท่านได้แบ่งให้คนอื่นไปบ้างแล้ว ส่วนที่ว่าเขาจะเอาไปแกะเป็นเสืออีกหรือไม่นั้นผมไม่ทราบได้
            ทราบแต่เพียงว่า เสือกรามช้างน้ำของหลวงปู่ทิมที่แกะเป็นรูปเสือและทันหลวงปู่ทิมปลุกเสกนั้นจะต้องมีรูปแบบคล้ายกัน เพราะเป็นฝีมือการแกะจากคนเดียวกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามกรามช้างน้ำที่เหลือเป็นแท่งและแบ่งกันไปนั้นหลวงปู่ทิมท่านปลุกเสกแล้ว กันยาเบื่อยาเมา ตามอานุภาพของกรามช้างน้ำได้เป็นอย่างดี ส่วนที่ถามว่ามีให้บูชาที่ไหนบ้างคงต้องลองสอบถามกันดู ส่วนราคาถ้าเสือหมอบที่มีเพียง ๔ ตัวทราบว่าราคาไม่ต่ำกว่า ๖๐,๐๐๐ บาท,ส่วนตัวเล็กหรือพิมพ์จิงโจ้ราคาก็เป็นหมื่น สำคัญต้องดูพิมพ์ดูเนื้อและรู้ที่มาที่ไป(เพราะ เสือกรามช้างน้ำที่แกะและทันหลวงปู่เสก ล้วนตกกับศิษย์ใกล้ชิดด้วยหลวงปู่มักพูดและให้ความสำคัญกับกรามช้างน้ำให้ได้ยินเสมอ ทั้งๆที่ปกติท่านไม่ค่อยพูด)

กรามช้างน้ำ
แท่งกรามช้างน้ำ ที่ยังไม่แกะ

 

            มีเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เศษผงของกรามช้างน้ำจากการแกะแล้วหรือเลื่อยแบ่งกัน หลวงปู่ทิมท่านสั่งให้เก็บเอาไว้ให้ท่านด้วย รูปเหมือนของหลวงปู่ทิมที่แกะจากไม้รักบ้าง แก่นไม้โพธิ์บ้าง ไม้ตับเต่าบ้าง ท่านจะใช้เศษกรามช้างน้ำปิดก้นไว้ด้วย และด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดจะเอากรามช้างน้ำของหลวงปู่ทิม ที่ผมเก็บรักษาไว้นานแล้ว หาหลวงพ่อที่เก่งจริงๆสักองค์หนึ่ง แล้วสร้างเป็นเสือโลหะบรรจุผงกรามช้างน้ำให้ท่านปลุกเสกเมื่อครั้งที่ผมพบหลวงปู่ทองฤทธิ์ ผมก็มั่นใจวาพบพระที่เก่งแล้ว แต่ยังไม่ทันจะขอสร้างท่านก็ด่วนมรณภาพไปก่อน
            ในระยะเวลาที่ผมเขียนเรื่องเสือกรามช้างน้ำอยู่นั้น ได้มีผู้ที่เคารพนับถือหลวงปู่ทิมท่านหนึ่งโทรศัพท์มาเล่าให้ผมฟัง เกี่ยวกับเรื่องเสือกรามช้างน้ำ ท่านไม่ได้บอกชื่อเสียงเรียงนามให้ทราบ เพียงแต่บอกว่าตัวเองนั้นนับถือหลวงปู่ทิมเป็นอย่างมาก และได้เก็บหาวัตถุมงคลของหลวงปู่ทิมไว้หลายอย่าง ต่อมาทราบว่า หลวงปู่ทิมท่านได้สร้างเสือกรามช้างน้ำขึ้นมาด้วยจึงได้หาเช่าบูชาไว้ได้หนึ่งตัว แล้วก็นำไปเลี่ยมพลาสติกจับขอบทองไว้ และนำไปรวมไว้กับพวงกุญแจรถยนต์คิดว่าไปไหนจะได้ติดตัวไปด้วยกัน

             วันหนึ่งได้เข้าไปกราบนมัสการ หลวงปู่หล้าตาทิพย์ แห่งวัดป่าตึง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ (ยอดเกจิดังภาคเหนือ) หลวงปู่หล้าองค์นี้เป็นพระอริยสงฆ์องค์หนึ่งที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือมาก กล่าวกันว่า ท่านมีญาณสมาบัติสูงทรงอภิญญาและมีตาทิพย์ สามารถหยั่งรู้และมองเห็นสิ่ง ที่ผู้อื่นมองไม่เห็นได้ พวกญาติโยมทั้งหลายที่เคยประจักษ์ในอิทธิฤทธิ์ของท่าน จึงได้เรียกท่านด้วยความเคารพว่า “ครูบาหล้าตาทิพย์” สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีผู้คนไปกราบขอบารมีท่านอย่างเนืองแน่นทุกวัน          

เสือ หลวงปู่ธรรมรังษี
เสือ๕๐๐ หลวงปู่ธรรมรังษี (ปี ๒๕๓๙) ใต้ฐานบรรจุผงกรามช้างน้ำหลวงปู่ทิม
เสือ หลวงปู่ธรรมรังษี
เสือมหาเศรษฐี ๓ ตัว พ่อ-แม่-ลูก ปี๒๕๔๑ หลวงปู่ธรรมรังษี ฐานบรรจุผงกรามช้างน้ำ(ให้บูชาชุดละ ๓,๐๐๐ บาท)


            ท่านที่โทรศัพท์มาเล่าให้ผมฟังว่า ได้ไปกราบนมัสการครูบาหล้าตาทิพย์ ท่านถึงกับเอ่ยปากขอดูเสือกรามช้างน้ำ ที่ผูกติดกับกุญแจรถ ท่านพินิจ พิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้วพูดว่า “เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งที่สองในชีวิต” ท่านถามต่อ อีกว่า
            “โยม....ได้มาอย่างไร”
            “เช่าบูชามาจากลูกศิษย์หลวงปู่ทิม”  ชายคนที่โทรศัพท์ตอบหลวงปู่ครูบาหล้า
            “ท่านอยู่ที่วัดไหน...” หลวงปู่ถาม ต่อ (ท่าน...หมายถึงหลวงปู่ทิม)
            “หลวงปู่ทิม อยู่ที่วัดละหารไร่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง” ชายคน ที่โทรศัพท์ตอบ
            “หลวงพ่อองค์ที่เสกนี้ทรงอภิญญาเหลือเกิน หากท่านยังอยู่จะต้องไปกราบท่านให้ได้ ท่านทรงอภิญญาสูงเหลือเกิน” 
            “อาตมาเพิ่งเห็นสิ่งนี้เป็นครั้งที่สองในชีวิต” ชายคนนั้นกราบเรียนครูบาหล้าต่อไปว่า “เสือตัวนี้หลวงปู่ทิมทำมาจากกรามช้างน้ำ เป็น กรามของตัวฮิปโปหรือเปล่าครับ?...”  ชายคนนั้นถามครูบาหล้า
            ครูบาหล้าท่านตอบว่า “ไม่ใช่กรามฮิปโปหรอกโยม เป็นกรามช้างน้ำ ที่หลวงปู่ทิมท่านว่าจริงๆ ด้วยแต่ไม่ทราบว่าท่านได้มันมาอย่างไร” จากนั้น ครูบาหล้าท่านก็เล่าให้ชายคนนั้นฟัง พร้อมด้วยญาติโยมที่นั่งอยู่ฟังว่า สมัยเมื่ออาตมายังหนุ่มๆ บวชได้ ไม่กี่พรรษาครูบาอาจารย์สั่งสอนว่าถ้า ธุดงค์ไปตามป่าทึบแถวๆ เชียงรุ้งเชียง แสน ถ้าเห็นสัตว์ประหลาดกึ่งช้างกึ่งม้า กึ่งสิงห์มีหางเป็นปลาก็อย่าตกใจกลัว ให้เพ่งพิจารณาให้ดี

เสือ หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด
พญาเสือสมิงตะปบเหยื่อ(เรียกทรัพย์) อุดผงพรายกุมารเข้มข้นผสมสีผึ้ง,และผงกรามช้างน้ำหลวงปู่ทิม ปลุกเสกเดี่ยวโดยหลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด เสกเสร็จท่านยิ้มชอบใจบอกตั้งชื่ออะไรก็ได้ แต่อย่าชื่อ เสือผาด ผมตกใจเพราะตั้งใจจะให้ชื่อเสือผาดอยู่จริงๆ มีเฉพาะเนื้อทองแดงเถื่อนรมดำสร้างปี ๒๕๔๘ จำนวน๘๔๐ตัว (ส่วนมากถวายวัดและที่วัดหมดไปนานแล้ว เหลือที่มูลนิธิฯอีกเล็กน้อยให้บูชาตัวละ ๘๐๐ บาท)


            คราวใดที่เดินธุดงค์อาตมาก็นึก ถึงเรื่องที่ครูบาอาจารย์พูดอบรมสั่งสอนอยู่เสมอ จนมาวันหนึ่งหลังออกจากบำเพ็ญสมาธิในกลดริมธารน้ำตกแห่ง หนึ่งในป่าลึกแถวเชียงรุ้ง ก็ได้พบเห็นสัตว์ประหลาดฝูงหนึ่งเล่นน้ำอยู่ในอ่างน้ำตก มีรูปร่างคล้ายช้างคล้ายม้า และคล้ายสิงห์โตในตัวเดียวกัน แต่มีหางเป็นครีบ คล้ายหางปลา ตัวขนาดม้าเทศเขื่องๆ เล่นน้ำกันอยู่สักพักหนึ่งก็หายไป
            จากนั้นมาก็เพิ่งจะเห็นเศษชิ้นส่วนของเขาจากโยมนี่แหละ ชายคนนั้นก็ซักถามท่านว่า
            “เขาเรียกว่าอะไรครับ” ครูบาหล้าท่านตอบว่า “เขาเรียกว่าช้างน้ำ” อยู่กับพวกบังบด “ลับแล” ก็มีอยู่ในป่าหิมพานต์ก็มี วันดีคืนดีก็จะปรากฏตัวให้พวกมนุษย์ได้เห็นสักครั้ง
            เรื่องราวที่ครูบาหล้าตาทิพย์ แห่งวัดป่าตึง ได้บอกกล่าวให้กับชายที่โทรศัพท์ได้ทราบหลังจากโทรศัพท์ไม่กี่ วันก็ตามมาเล่าให้ฟังถึงบ้านและยังขอแบ่งเสือกรามช้างน้ำจากผม ผมก็ต้องตอบปฏิเสธไปว่าไม่มีที่จะออกให้บูชาแล้ว เหลืออยู่เพียงสองสามตัวที่เก็บเอาไว้ใช้เอง
            เมื่อกลางเดือนตุลาคม ๒๕๓๙ ที่ผ่าน หนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่ “ไทยรัฐ” และ “เดลินิวส์” เสนอ ข่าวอันแปลกประหลาดของว่ามีช้างประหลาดตัวเล็กเท่ากล่องไม้ขีด มีหางเป็นปลา มีตัวเป็นช้างเรียกว่า ช้างจิ๋ว หรือ ช้างน้ำอยู่ในป่าเมืองกาญจน์ตามเนื้อข่าวที่ลง ติดต่อกันอยู่ ๒-๓ วัน เรื่องกรามช้างน้ำของหลวงปู่ทิมก็คงจะมีจริง และเป็นสัตว์ลึกลับที่อยู่ในป่าหิมพานต์หรือในดินแดน ของพวกลับแล (บังบด) นั้นเอง
            สำหรับเสือที่แกะจากกรามช้างน้ำของหลวงปู่ทิมนั้น เท่าที่ผมได้เห็นมา ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของคนคนเดียวคือ นายสาย แก้วสว่าง ศิษย์ผู้ใกล้ชิดหลวงปู่ทิมเป็นผู้แกะขึ้นมา แกะรูปเสือคล้าย จิงโจ้ก็มี และแกะเป็นรูปเสือหมอบ (ขนาดใหญ่กว่าทั้งหมด) เท่าที่สอบถามมีเพียง ๔ ตัว อยู่กับผมผู้เขียนหนึ่งตัว
            เมื่อรู้ถึงอานุภาพของเสือกรามช้างน้ำจากครูบาหล้าตาทิพย์ ผมก็คิดจะเอาเศษกรามช้างน้ำที่ยังไม่ได้แกะเป็นเสือ ที่หลวงปู่ทิมเสกไว้แล้ว มาสร้างเสือโลหะแล้วเอากรามช้างน้ำผสมผงพรายกุมารบรรจุไว้ภายใน ถ้าได้พระอาจารย์เก่งๆ ปลุกเสกอีกครั้ง ก็น่าจะเป็นของดีอีกอย่างเป็นแน่แท้

ล็อคเก็ต หลวงปู่ธรรมรังษี
ล็อกเก็ตหลวงปู่ธรรมรังษีปี ๒๕๔๐ สร้างพร้อมรูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริงเดินธุดงค์
ล็อคเก็ต หลวงปู่ธรรมรังษี
ด้านหลังบรรจุผงพรายกุมาร องค์นี้กดเป็นพิมพ์ขุนแผน

 

            เมื่อพบหลวงปู่ทองฤทธิ์ วัดป่าฉันทนิมิต ก็รู้ว่าได้พบพระเก่ง ทั้งปลุกเสกเป็นเข้าแล้ว แต่ท่านมาด่วน มรณภาพไปก่อน ยังไม่ทันขออนุญาติ สร้างเสือให้ท่านปลุกเสก
            จวบจนมีครูจากอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ มาขอผงพรายกุมาร เพื่อนำไปบรรจุล็อคเก็ตหลวงปู่ธรรมรังษี (ราวปี ๒๕๓๙) ซึ่งท่านเห็นแล้วไม่ขัดข้องที่จะให้บรรจุในรูปท่านและท่านไม่ได้รังเกียจว่าเป็นของต่ำที่สร้างมาจากไสยเวทย์ดำเหมือนอย่างคนที่ไม่รู้จริงเขาพูดกัน
            เมื่อสร้างล็อกเก็ต เสร็จแล้วก็บังเกิดอิทธิปาฏิหาริย์ทันที ครูหนุ่มๆที่มาขอผงเล่าว่า มีพายุพัดเข้าในโบสถ์จนบานประตูหน้าต่างที่ปิดแน่นเปิดออกอย่างไร้เหตุผล ไฟฟ้าปิดๆ เปิดๆ เหมือนดูภาพยนตร์ผี ผมก็ยังไม่เชื่อจนกระทั่ง อาจารย์วิรัช มาลีหวล อยู่สำนักงาน สปอ.ท่าตูม ยืนยันด้วยตนเองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ผมเป็นข้าราชการ ซี ๗ ไม่โกหกพี่แน่นอน ตัวผมเป็นคนเอ่ย ปากขอดูอิทธิฤทธิ์ล็อกเก็ตหลวงปู่ธรรมรังษีที่บรรจุผงพรายกุมารว่าจะมีฤทธิ์เดชสักแค่ไหน ก็เกิดพายุพัดแรงมากจนประตูหน้าต่างโบสถ์เปิด และยิ่งกว่านั้น ในตอนเช้ายังมีฝูงผีเสื้อนับหมื่นตัวบินทักษิณาวัตรรอบโบสถ์เป็นการแสดงถึง เมตตามหานิยม
            ล็อคเก็ตรูปเหมือนหลวงปู่ธรรมรังษีที่ให้บูชาอันละ ๕๐๐ บาท (ปี ๒๕๓๙) นับว่าแพงมากในท้องถิ่นระดับนั้น ของก็หมดไม่มีเหลือเลย แม้แต่จะให้ผมตามที่รับปากไว้ก็ยังไม่มีให้เลย เพราะมีผู้มาแย่งบูชาไปจนหมดเพราะเห็นอภินิหารในคืนนั้น
            หลวงปู่ธรรมรังษี ท่านไม่รังเกียจผงพรายกุมาร และยอมเอาผงพรายกุมารมาบรรจุหลังล็อคเก็ตของท่านได้เช่นเดียวกับหลวงปู่ทองฤทธิ์ที่ยอมให้เอาผงพรายกุมารบรรจุ ใต้ฐานพระกริ่งทองฤทธิ์ ผมจึงเชื่อว่า “ท่านรู้จริง ทั้งเสกเป็น”
            ล๊อกเก็ตหลวงปู่ธรรมรังษี ที่บรรจุผงพรายกุมารไว้ด้านหลัง ๔๐๐ อัน หมดไปจากวัดภายในวันเดียวและอีกไม่กี่วัน ต่อมาก็มีผู้ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ และรางวัลข้างเคียงทั้ง ๒ ราย โดยอธิษฐานขอโชคลาภจากล๊อกเก็ตหลวงปู่ธรรมรังษีซึ่งบรรจุผงพรายกุมาร ชาวท่าตูมจึงตั้งชื่อล๊อกเก็ตรุ่นนี้ว่า “รุ่นมหาเศรษฐี”
            ด้วยเหตุนี้เองผมจึงขึ้นไปท่าตูม เพื่อหาหลวงปู่ธรรมรังษีเมื่อปลายเดือน ตุลาคม ๒๕๓๙ โดยได้หล่อเสือโลหะ ขึ้นมาอย่างกระทันหันเพราะมีเวลาเพียง ๓ วัน ได้เสือมาเพียง ๕๕๐ ตัว เพื่อนำไปแจกแก่ผู้ร่วมบริจาคเงินทอดกฐินตกค้างที่วัดเขาลอย เมื่อถึงท่าตูมได้ไปพักที่บ้านอาจารย์เปล่ง บุญยืน ผู้เฒ่าอาคมขลังแล้วนำผงพรายกุมาร ที่เตรียมมาผสมกับกรามช้างน้ำและ น้ำมันเสือหลวงปู่ทิมพร้อมด้วยหนังเสือไฟที่หลวงปู่ทองฤทธิ์ ลงอักขระเลขยันต์ และปลุกเสกให้แล้วผสมลงไปอีกพร้อมกับผงจากแก่นมะขามที่หลวงปู่ทองฤทธิ์ปลุกเสกแล้ว ทั้งได้ว่านขัดตามอญทั้งตัวผู้ตัวเมียจากอาจารย์เปล่งมาผสมด้วย บรรจุของศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดลงในเสือ แล้วเอาไปให้หลวงปู่ธรรมรังษีปลุกเสก ในคืนวันเสาร์จำนวน ๕๒๙ ตัว (อีก ๒๑ ตัวอาจารย์เปล่งขอไป) เรียกว่า อ้ายเสือ ๕๐๐

รูปเหมือน หลวงปู่ธรรมรังษี
รูปเหมือนหลวงปู่ธรรมรังษี ล้อพิมพ์รูปหล่อหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน สร้างเนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, นวะโลหะ, เนื้อสัมฤทธิ์ (เนื้อสัมฤทธิ์ให้บูชาองค์ละ ๑,๐๐๐ บาท)
รูปเหมือน หลวงปู่ธรรมรังษี
ด้านหลัง
รูปเหมือน หลวงปู่ธรรมรังษี
ใต้ฐานบรรจุผงพรายกุมาร ผสมว่านเครือไห้ของเขมรต่ำที่เชื่อว่าเป็นพระธาตุพระฉิม ดีในทางโชคลาภทำมาค้าขาย เวลาจะได้เงินได้ทองจะส่งกลิ่นหอมออกมา

 

            อานุภาพเสือที่บรรจุกรามช้างน้ำ มีมาเรื่อยๆอย่างเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๕ มีชายฉกรรจ์ ๔ คน มาหาผมตั้งแต่เช้าตรู่ ผมสงสัยว่าใครกันวะมากดกริ่ง เรียกตั้งแต่ยังไม่ไก่โห่ แต่พอเปิดประตูรั้ว บ้านออกไปรับก็เป็นคนคุ้นหน้ากันทุกคน หนึ่งในสี่คนเล่าให้ผมฟังด้วยความตื่นเต้น ว่า เมื่อคืนนี้อ้ายนะมันถูกเพื่อนเอามีด ปลอกผลไม้บาดลูกกระเดือกแต่ไม่เข้า พร้อมกับชี้ให้ดูรอยแผลช้ำเลือดช้ำหนอง ที่กลางลำคอตรงลูกกระเดือก ของนายนะหรือนายรัตนะ นพขำ พนักงาน ป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ซึ่งทำหน้าที่ ปิดเปิดประตูระบายน้ำของ กทม. ๔ คนที่มาหาผมในเช้าวันนั้น นอกจากนาย นะหรือนาย รัตนะ นพขำ แล้วยังมี นายดาบตำรวจอีกคนมาเป็นเพื่อนด้วย เพราะอยู่บ้านใกล้เคียงกันที่บางพลัด ทั้งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ และเพื่อนที่ติดตามมาทั้ง ๓ คน ต้องการมาพบผมด้วยเพราะสนใจพระเครื่องของหลวงปู่ธรรมรังษีว่า นอกจากพระขุนแผนพราย กุมารและเสือของหลวงปู่ธรรมรังษีแล้ว ที่ผมทำไว้ยังมีอะไรอีก เพราะอยากจะ แสวงหาและสะสมไว้ เพราะของท่าน แน่จริงเชื่อถือได้เพราะเห็นมากับตาตน เองทั้ง ๓ คน
            นายรัตนะ นพขำ พนักงาน กทม. แผนกป้องกันน้ำท่วมเล่าถึงเหตุการณ์ที่ เกือบจบชีวิตเพราะถูกเพื่อนบาดลูกกระเดือก ว่า เมื่อคืนวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ที่ผ่านมาก็ได้ตั้งวงสังสรรค์กับเพื่อน ฝูง ๕-๖ คน เมื่อดีกรีของน้ำทองแดงที่ กรอกเข้าไปเริ่มร้อนแรงขึ้น ต่างคนต่าง ก็ได้อวดสรรพคุณของตัวเองว่าแน่ทาง เรื่องผู้หญิงบ้าง มีพระเครื่องชั้นเยี่ยม ห้อยคอบ้าง เคยผจญมาแล้วมากมาย แมลงวันไม่ได้กินเลือดเลย นายรัตนะ นพขำ พนักงานป้องกันน้ำท่วมก็เป็นหนึ่ง ในหลายๆ คนที่ชอบคุยอวดเรื่องตัวเอง อยู่ยงคงกะพัน จนเป็นที่หมั่นไส้ของนาย ศราวุฒิ ไชยชิต หรืออ้ายพลอยเพื่อนร่วมก๊วนสุราซึ่งก็เริ่มเมาจนได้ระดับ นายรัตนะเมื่อเมาได้ที่หยิบเอาบุหรี่มา มวนสูบอยู่บนเก้าอี้โยกพร้อมกับคุยถึง สรรพคุณความเก่งฉกาจของตนเองที่เคย ผจญมาร้อยแปด แต่ไม่เคยเลือดตก ยางออก
            ครั้งสุดท้ายเมื่อออกเวรเฝ้า ประตูระบายน้ำ นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ของลูกพี่ซึ่งก็เมาได้ระดับเหมือนกัน ขับรถตกลงไปในหลุมที่เทตอม่อเสร็จ ใหม่ๆ ยังแคล้วคลาดไม่ถูกเหล็กในหลุม แทงเลย เมื่อพูดถึงตอนนี้ นายศราวุฒิ ไชยชิต หรือนายพลอย ก็นึกอยากลอง ของขึ้นมาทันที เลยเอามีดปลอกผลไม้ ซึ่งวางอยู่ใกล้มือปาดลูกกระเดือกนาย รัตนะซึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างแรก พร้อมกับตะโกนด้วยฤทธิ์ น้ำเมาว่า มึงแน่ ใช่ไหม? นายรัตนะบอกตัวเองหายเมา เอามือกุมคอหอยลุกจากเตียงโดดเตะ ก้านคอนายพลอยล้มกลิ้งลงกับพื้น พร้อม กับชักมือออกมาดู ไม่มีเลือดแม้แต่หยด เดียว นายพลอยมือมีดเลยโดนเพื่อน รุมอัด บอกมึงทำอย่างนี้ได้อย่างไง? นายดาบตำรวจซึ่งร่วมก๊วนอยู่ด้วย โดดออกมากันนายพลอยซึ่งถูกเพื่อนรุมอัดด้วยความโกรธ
            นายดาบตำรวจที่มาด้วยเล่าเพิ่มเติมให้ผมฟังว่า อย่าว่าแต่มีดปลอกผลไม้ที่คมกริบเลยพี่ ฝากระบอกเบียร์ยังเคย ปาดลูกกระเดือกตายมาแล้วเพราะตรงกระดูกคอมันบาง ดีแต่อ้ายนะมันมีของดีของหลวงปู่มันจึงรอดตาย แต่อ้ายพลอย ก็โดนอัดเสียน่วม ถ้าอ้ายนะลูกกระเดือกขาด หลอดลมขายตายไป อ้ายพลอยก็ติดคุกหัวโต ฐานฆ่าคนตาย ดีที่อ้ายนะมันหนังเหนียว รุ่งเช้าพอหายเมาอ้ายพลอย มันก็เอาดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาอ้ายนะ มันเพื่อนๆ กันก็อโหสิกันไป

ขุนแผน หลวงปู่ธรรมรังษี
พระขุนแผนรุ่นแรกหลวงปู่ธรรมรังษี ปี ๒๕๔๐ พิมพ์ใหญ่ ผสมผงพรายกุมาร สร้างทั้งหมด ๑๖,๐๐๐ ชุด มี ๓ สี ขาว, ชมพู, เทา พิมพ์ใหญ่บูชาองค์ละ ๑,๐๐๐บาท
ขุนแผน หลวงปู่ธรรมรังษี
ด้านหลังลงอักขระ สุ เป็นภาษาขอม พร้อมรูปนางพราย
ขุนแผน หลวงปู่ธรรมรังษี
พระขุนแผนรุ่นแรกหลวงปู่ธรรมรังษี ปี ๒๕๔๐ พิมพ์เล็ก สร้างคู่กับพิมพ์ใหญ่ ๑๖,๐๐๐ ชุด องค์นี้พ่นสีบล็อนทองให้ดูสวย พิมพ์เล็กบูชาองค์ละ ๕๐๐ บาท
ขุนแผน หลวงปู่ธรรมรังษี
ด้านหลัง ปั้มตัว สุ แทนหัวใจขุนแผน (สุนะโมโล) ทั้งยังเป็นอักขระหน้าชื่อ สุวัฒน์ ของหลวงปู่ธรรมรังษี
ขุนแผน หลวงปู่ธรรมรังษี
พระขุนแผนโลหะ พิมพ์เล็ก หลวงปู่ธรรมรังษี สร้างเพียง ๘๐๐ องค์ พร้อมเนื้อผง โดยใช้โลหะรูปหล่อหลวงปู่ทิมและพระกริ่งใหญ่ ๓๒ นิ้วเป็นชนวนหล่อ (ให้บูชา องค์ละ ๗๐๐ บาท)
ขุนแผน หลวงปู่ธรรมรังษี
ด้านหลัง ปั้มตัว สุ

 

            ในคืนเกิดเหตุปาดคอ นายรัตนะ นพขำ ห้อยพระขุนแผนรุ่นแรกของหลวงปู่ธรรมรังษี พิมพ์ใหญ่องค์เดียว แต่ที่เอวห้อยเสือมหาเศรษฐี ตัวลูก (๓ ตัว พ่อ, แม่, ลูก) ซึ่งเลี่ยมพลาสติกอย่างสวยงามอยู่เพียงตัวเดียว โดยตั้งใจว่าตอนเช้าจะเอาไปห้อยคอลูก เมื่อแวะมานั่งกินเหล้าก่อนก็เลยเอามาคาดเอวไว้กันหาย นายนะเล่าให้ฟังว่า “ลูกเสือสาริกาตัวเล็กนี่ผม เป็นคนแถมให้ไปเมื่อมาบูชาพระขุนแผน บรรจุผงพรายกุมารไป ๑ ชุด (ใหญ่องค์ และเล็กองค์) บอกให้เอาไปใช้ลูกสาว ห้อยคอ เมื่อผมเลี่ยมเสร็จและได้เชือกร่ม ตั้งใจจะเอาไปให้ลูกสาว แต่แวะมากินเหล้ากับเพื่อนๆ ก่อน ก็เอาคาดเอวไว้ เลยได้เรื่อง ไม่รู้ว่ารอดตาย ครั้งนี้เพราะเสือ หรือว่าเพราะพระขุนแผนหลวงปู่ธรรมรังษีของท่าน แน่จริงๆ ครับ”
            เสือมหาเศรษฐีผมสร้างให้หลวงปู่ธรรมรังษีเป็นครั้งที่ ๒ ต่อจากสร้างเสือ ๕๐๐ ที่เอาไปแจกผู้ร่วมทอดกฐินที่วัดเขาลอย จังหวัดระยอง เพราะเสือรุ่นแรก ออกไปแล้วหมดและก็มีประสบการณ์ทันตาเห็น ท่านที่ชอบเล่นทางในตรวจ พุทธคุณถึงกับเอ่ยปากว่า หลวงปู่ธรรมรังษีท่านปลุกเสกได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ? มีรูปกายสิทธิ์เป็นตัวเป็นตนเลย เสือหลวงพ่อปานตัวเป็นหมื่นเป็นแสนที่แพงแสนแพงแล้วยังหาไม่ได้ เอาเสือใหม่ๆ ของ หลวงปู่ธรรมรังษีไปใช้แทนกันได้ ไม่หนีกันเลย แต่ราคาถูกกว่าราวฟ้ากับดิน คุณหมอ พิพัฒน์ หัวหน้าจิตวิทยาเด็กวัยรุ่น โรงพยาบาลเจ้าพระยา ซึ่งมีดีกรีถึงขั้นด๊อกเตอร์ ผู้ชอบตรวจพลังในองค์พระและเครื่องรางของขลังถึงกับขอร่วม ทำบุญเพื่อขอรับเสือ ๑๐๐ ตัวแต่ผมมีให้ไม่พอ
            นายชู เด็กหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตัดผมทรงสกรินเฮด เป็นพรีเซ็นเตอร์สิ้นค้าชนิดหนึ่ง ผมแจกเสือสาริกาหรือเสือลูกให้ไปตัวหนึ่ง แกผูกข้อมือขับรถมอเตอร์ไซค์เลี้ยวโค้งด้วยความเร็ว แต่ลืมพับขาตั้ง รถจะต้องคว่ำขณะจะเลี้ยวโค้งด้วยความเร็ว ก็ถูกงับข้อมือตรงที่ผูกเสือไว้ ทำให้ต้องชะลอความเร็ว สแตนด์รถเลยไม่ไปครูดกับถนนเมื่อก้มลงไปเห็นว่าลืมพับ สแตนด์ขาตั้งรถ เลยหายเมา             

            ลูกสาวผมขณะเรียนอยู่อนุบาล ๑ อายุ ๔ ขวบผมเอาเสือสาริกาของหลวงปู่ธรรมรังษีเลี่ยมพลาสติกห้อยคอแทน ปรกมะขามองค์จ้อยของหลวงปู่ทิม ก่อนห้อยก็อาราธนาบอกกล่าวทั้งหลวงปู่ทิม และหลวงปู่ธรรมรังษี ตอนเช้าแกเช้ามากอดผมและบอกว่า เมื่อคืนนี้ลูกเสือน่ารัก จังมาเลียแก้มหนูด้วย แกเคยตกบาร์โหนของเด็กโตที่โรงเรียน แกบอกผมว่า หนูรอดตายเพราะพี่เสือมาอุ้มไว้ ผมเชื่อว่า ลูกสาวผมไม่พูดปดแน่นอนเพราะอายุ ตอนนั้นเพียง ๔-๕ ขวบ ผมให้แกใช้ติดตัว ป้องกันภัยเพราะเชื่อใจว่าของท่านแน่ ไม่แพ้ปรกองค์จ้อยของหลวงปู่ทิม (ที่โรงเรียนให้ปลดออกเพราะเลี่ยมทอง)

 


ร่วมวิจารณ์บทความ คลิกที่นี่

เครื่องราง เสือกรามช้างน้ำ หลวงปู่ทิม อิสริโก

เครื่องราง เสือ น้ำมันเสือ หลวงปู่ทิม .. ต่อยอดไปสู่ อ้าย ๕๐๐ ของหลวงปู่ธรรมรังษี

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( เสาร์, 06 มิถุนายน 2009 )